บทที่ 5 ลั่นวาจาไว้แล้ว

สมองระดับประธานบริหารที่เคยวางแผนธุรกิจร้อยล้านพันล้านกำลังรวนอย่างหนัก แผนการ ‘แกล้งจนให้ผู้หญิงหนี’ ของเขาถูกพนักงานตัวเล็กๆ ในบริษัทเตะสกัดดาวรุ่งจนพังไม่เป็นท่า!

ชายหนุ่มอยากจะลุกขึ้นแล้วตะโกนบอกความจริงไปเลยว่า 

‘เฮ้ย! ฉันคือประธานบริษัทเธอนะ!’ 

แต่คำพูดของมารดากลับลอยเข้ามาในหัว…

‘ถ้าแกจับได้ว่าผู้หญิงที่แม่หาให้เป็นพวกหน้าเงินจริงๆ แม่จะยอมเลิกยุ่งเรื่องแต่งงานของแกไปอีกสามปีเต็ม!’

และที่สำคัญ เขาเสือกไปลั่นวาจากับคุณหญิงชฎาไว้เองด้วยว่า... 

‘ถ้าเธอคนนั้นไม่โวยวาย ไม่ลุกหนี และยอมแต่งงานกับคนล้มละลายอย่างผม... ผมสัญญาว่าจะจดทะเบียนสมรสกับเธอทันทีเลยครับแม่!’

เวรเอ๊ย... ขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ! 

ตุลย์สบถในใจ ถ้าเขายอมถอยตอนนี้ คุณหญิงแม่ต้องรู้แน่ว่าเขาปอดแหก และคงสรรหาผู้หญิงมาประเคนให้เขาไม่หยุดหย่อนไปอีกสิบปี แต่ถ้าเขาเดินหน้าต่อ... เขาก็ต้องแต่งงานกับผู้หญิงหน้ามึนคนนี้จริงๆ งั้นเหรอ!?

“คุณแน่ใจนะคุณถิรยา?” ตุลย์หรี่ตามอง แกล้งกดเสียงต่ำลงเพื่อขู่เป็นครั้งสุดท้าย “จดทะเบียนกับผม คุณต้องไปอยู่ห้องเช่ารูหนูแคบๆ นอนเตียงแข็งๆ ไม่มีแอร์ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น... กินแต่มาม่าซองละเจ็ดบาท... คุณจะทนได้เหรอ?”

“ฉันกินง่ายอยู่ง่ายค่ะ มาม่าใส่ไข่ก็อร่อยดี” เธียรตอบกลับทันควัน พร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดแจงปัดกระโปรงเดรสสีพาสเทลให้เข้าที่ 

“แล้วคุณล่ะคะ ทนกินมาม่าตอนสิ้นเดือนได้ไหม?”

ท่านประธานที่ปกติกินแต่เนื้อวากิว A5 และจิบไวน์ขวดละแสนถึงกับกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ 

“...ดะ ได้! ผมกินมาม่าจนชินแล้ว!”

“งั้นก็ลุกสิคะ มอเตอร์ไซค์โซ่ขาดไม่ใช่เหรอคะ เดี๋ยวฉันพาโหนรถเมล์ไปสำนักงานเขตเองค่ะ สายแปดขับเร็วดี น่าจะทันก่อนเขตปิด”

ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินนำลิ่วออกไปทางประตูโรงแรมหรูโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ตุลย์นั่งหน้าเหวออยู่กับที่ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ หนึ่งที ก่อนจะคว้าบัตรประชาชนของเธอมาถือไว้ แล้วตัดสินใจลุกขึ้นเดินลากรองเท้าแตะหูคีบตามหลัง ‘ว่าที่ภรรยา’ ไปอย่างคนสิ้นสติ

...เอาวะ! เล่นมาขนาดนี้แล้ว อีโก้ของท่านประธานมันค้ำคอ ในเมื่อเธออยากจะกัดก้อนเกลือกินนัก ฉันก็จะยอมเป็นผัวถังแตกให้เธอดู!

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลางเลานจ์โรงแรม ตกอยู่ในสายตาของ ‘น้าเจตน์’ เลขาวัยกลางคนผู้ซื่อสัตย์ที่แอบซุ่มอยู่หลังกระถางต้นปาล์มประดับมาตั้งแต่ต้น

ชายวัยสี่สิบห้าปีในชุดสูทสุดเนี้ยบ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก มือหนาสั่นเทาระหว่างที่กดโทรศัพท์สายตรงหาคุณหญิงชฎา

“ฮัลโหล... คะ... คุณหญิงครับ” เสียงของน้าเจตน์สั่นเครือเหมือนคนจะร้องไห้

(ว่าไงเจตน์! ตาตุลย์มันเล่นละครบ้าบออะไรจนผู้หญิงเขาสาดน้ำใส่หน้าแล้วหนีไปแล้วใช่ไหม! แม่ยัยนั่นโทรมาด่าฉันยับเลย! ฉันเตรียมจะด่าตาตุลย์แล้วเนี่ย!)

“มะ... ไม่ใช่ครับคุณหญิง ผู้หญิงไม่ได้สาดน้ำใส่บอสครับ…” 

น้าเจตน์กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ สายตามองตามแผ่นหลังของเจ้านายที่กำลังถูกพนักงานสาวหน้าตายลากตัวขึ้นรถเมล์สายแปดไปต่อหน้าต่อตา

(อ้าว... แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?)

“บอส... บอสกำลังโดนผู้หญิงคนนั้นลากไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอแล้วครับคุณหญิง! แถม... แถมเธอยังบอกว่ามาม่าใส่ไข่อร่อยดีด้วยครับ!”

ปลายสายเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงกรีดร้องด้วยความช็อกสุดขีดของคุณหญิงชฎาจะดังทะลุลำโพงออกมาจนน้าเจตน์ต้องรีบดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูแทบไม่ทัน

การวิวาห์สายฟ้าแลบแบบป่วงๆ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... และดูเหมือนว่างานนี้ คนที่ต้องปวดหัวที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘สมเจตน์’ เลขาผู้ต้องไปวิ่งเต้นหาห้องเช่ารูหนูในสลัมให้เจ้านายภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง!

.

ณ สำนักงานเขตที่ผู้คนเริ่มบางตา 

เจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารสีชมพูสองแผ่นให้ตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย

ตุลย์ยืนมองกระดาษแผ่นบางในมือด้วยมือที่สั่นระริก ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรบนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา... ตัวเขากลายเป็นคนมีพันธะทางกฎหมายไปแล้วจริงๆ หรือเนี่ย? จากแผนการแกล้งจนเพื่อลองใจแม่ ดันกลายเป็นว่าเขาตกเป็น สามีถูกกฎหมาย ของพนักงานสาวหน้าตายคนนี้ไปเสียแล้ว

ในขณะที่ท่านประธานหนุ่มยืนช็อกตาตั้ง ถือใบทะเบียนสมรสทำหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เธียรกลับยืนมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้ความรู้สึก เธียรไม่แม้แต่จะชายตามองชื่อนามสกุลของเขาในใบทะเบียนสมรสด้วยซ้ำ สำหรับเธอแล้ว กระดาษแผ่นนี้ก็เป็นแค่ใบอนุญาตที่จะช่วยกวาดล้างความรำคาญใจให้พ้นทาง

เหตุผลที่ยอมจดทะเบียนกับผู้ชายคนนี้ก็ง่ายนิดเดียว... 

เธียรคิดในใจอย่างปลงตก ดีกว่าต้องทนให้เจ๊แววไปดูตัวกับพวกผู้ชายรวยโอ้อวดที่แม่สรรหามาให้ ซึ่งบางคนโปรไฟล์หรูแต่หน้าตาเหมือนพ่อแก่ๆ หรือพวกเสี่ยลงพุงที่หวังจะหาของเล่นราคาแพง อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ดูรุ่นราวคราวเดียวกัน อยู่ในระดับฐานะเท่ากัน (คิดว่าจนเท่ากัน) แถมยังดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่

เธียรหันไปมองหน้าสามีหมาดๆ ที่ยังยืนถือกระดาษแข็งค้างเติ่งอยู่ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อๆ

“มองอะไรคะ? จะถือโชว์ให้คนอื่นเขารู้ทั้งเขตหรือไง”

ตุลย์สะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกจากภวังค์ เขาหันขวับมามองภรรยาป้ายแดงด้วยความหมั่นไส้ระคนฉุนกึก 

“นี่คุณ! เราเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันนะ หันมามองหน้าสามีป้ายแดงสักนิดไม่ได้เลยเหรอ หรือว่าคุณกำลังเสียใจที่คว้าผมมาเป็นสามี?”

“ไม่ได้เสียใจค่ะ ออกจะโล่งใจด้วยซ้ำ” 

เธียรตอบหน้าตาย หยิบใบทะเบียนสมรสของตัวเองพับใส่กระเป๋าสานอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะปรายตามองชุดมอซอและรองเท้าแตะหูคีบของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมินค่า 

“อย่างน้อยๆ คุณก็ดูเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ไม่ได้น่ากลัวเท่าพวกเสี่ยกระเป๋าหนักที่แม่ชอบหามาให้... แต่อย่างว่าแหละนะ”

หญิงสาวหยุดเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปตบเบาๆ ที่ลาดไหล่กว้างของเขาด้วยสีหน้าจริงจังล้อเล่นหน้าตาย

“การแต่งงานกับเรื่องเซ็กส์สำคัญมากนะคะ... ถ้าคุณล้มละลายแถมยังลีลาไม่ดีอีก ฉันคงขาดทุนแย่… หวังว่าจะคุ้มค่ากับค่ากับข้าวที่ฉันต้องจ่ายนะคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป